อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ "วัฏจักรชีวิต" มี "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" เป็นวงจรที่ทุกชีวิตต้องผ่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่า พืช สัตว์

     คนเรา ยามคลอดลูกน้อยเกิดเป็นทารก มีการเจริญเติบโต เฉกเช่นเดียวกับพืช เมื่อแรกเกิดเป็นต้นอ่อน ก่อนจะเจริญเป็น "ต้นกล้าต้นโต ต้นแกร่ง ต้นแก่" อาจมีโรคพืชเกิดขึ้น เพลี้ย แมง แมลงต่างๆ...เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา...ก็ทำให้พืชป่วยเป็นโรคตายได้เช่นเดียวกัน เหมือนกันกับสัตว์และคน

     "พืช" เจริญเติบโตขึ้นเองด้วยธรรมชาติ หรือคนเป็นผู้ปลูก เลี้ยง ดูแลแก้ปัญหา รักษาโรค หากมีการเจ็บป่วยขึ้นมา...ด้วยแพทย์เฉพาะทางพืช

     "สัตว์" เจริญเติบโตขึ้นมาเองด้วยธรรมชาติของสัตว์ ด้วยสัญชาตญาณของเขาเอง ต้องต่อสู้ ดิ้นรน ขวนขวาย ..หากิน และระวังสัตว์อื่นๆ รวมถึงคนที่จะทำลาย แต่อย่างไรสัตว์บางจำพวก...เช่น สุนัข แมว ม้า "คน" นี่แหละเช่นกับเป็นผู้ที่ช่วยประคองทำให้เกิดทำคลอดช่วยให้ปลอดภัย หากการคลอดมีปัญหา บ่มเพาะ บำรุงเลี้ยงดู หากเจ็บป่วยก็มี...แพทย์ดูแลเรียกว่า "สัตวแพทย์" ที่เจริญๆ หน่อย ในเมืองใหญ่จะมี "โรงพยาบาลสัตว์" ดูแล

     ส่วน "คน" สำหรับประเทศไทย เรามีแพทย์ ตั้งแต่สมัย "เสด็จพ่อ" รัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช มีการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช จากเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีแพทย์ผลิตออกมาแล้วร้อยกว่ารุ่น ซึ่งเรียกกันว่า "นายแพทย์ แพทย์หญิง" และมี "โรงพยาบาล" เป็นสถานที่ ที่พักพิง ดูแล โดยมีทีมแพทย์...ดูแล ได้แก่ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ รังสีแพทย์ กายภาพบำบัด นักสังคมสังเคราะห์ นักโภชนาการ ที่หนีไม่พ้นระดับรากหญ้า ผู้ปิดทองหลังพระคือ "นักการสาธารณสุข" ของไทย หรือเรียกตามที่เป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านจะเรียกกันว่า "หมออนามัย"

     ในอดีตสมัยโบราณ...คนไทย หรือแม้คนจีน ฝรั่ง...มีพฤติกรรมที่ติดมาจนถึงปัจจุบันว่าด้วย "บุหรี่" สมัยก่อนในที่ไหนๆ จะมีคนสูบบุหรี่กันมาก เรียกว่าติดงอมแงม..ว่า "ขี้ยา"...จะดูง่ายๆ คือ ริมฝีปากจะดำ ร่างกายจะผอมลง ไอเรื้อรัง

     ใน "บุหรี่" ประกอบด้วยใบยาสูบ และกระดาษม้วนยา แต่เมื่อเกิดการเผาไหม้ จะมีสารเคมีเกิดขึ้นมากกว่า 4,000 ชนิด "สารเคมี  ที่เป็นพิษ" เหล่านี้ เมื่อถูกสูบเข้าไปในร่างกายจากทาง "ปาก" ดูด สูบ อัดเอา "ควัน" เข้าไปผ่าน ทางช่องปาก กล่องเสียง หลอดลม (Oral Cavity Trachea, Bronchus) จนกระทั่งถึง "ปอด" ผ่านหลอดลมเล็กๆ เรียก Bronchiole และถุงลม เรียกว่า Alveoli ผ่านเข้าเนื้อปอดจนถึงเข้าหลอดเลือดแดง ผ่านกระแสเลือดเลี้ยงไปทั่วร่างกายจากหัวใจ เป็นผู้สูบฉีด หรือ "ปั๊มน้ำ" ปั๊มเลือดที่เสีย+สารเคมีที่เป็นพิษ ไหลไปผ่านอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ ตับ ไต สมอง...กล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น พังผืด เซลล์ทุกเซลล์นี้ หรือ "เลือดแดง" ถูกใช้เลี้ยงส่วนอวัยวะต่างๆ แล้วก็จะกลายเป็น "เลือดดำ" ไหวเวียนกลับมาทางหลอดเลือดดำสู่หัวใจข้างขวา (Right Atrium Right ventricle) ก็หัวใจนี่แหละจะฉีดกลับไปที่ "ปอด" เพื่อฟอก "เลือดดำ" ให้เป็น "เลือดแดง"

สารเคมีเป็นพิษที่ผ่านไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ก็จะสะสมไว้โดยเฉพาะ ทางเดินอาหาร : หลอดลม ถุงลม เนื้อปอด...จะเป็นแห่งแรกที่มีผลกระทบสูงสุด...จึงเสี่ยงมากต่อการ "เป็นโรค" ...ที่ควรรู้ต้นเหตุมาจากสารเคมีเป็นพิษ" ในบุหรี่มีอะไรบ้าง...

  1. นิโคติน (เป็นสารคล้ายน้ำมันไม่มีสี) : ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว เพิ่มไขมัน ในเส้นเลือด ทำลายเนื้อปอดและถุงลมปอด กระตุ้นระบบประสาท  
  2. ทาส์ (เป็นสารคล้ายน้ำมันดิบ) : ทำให้เกิดมะเร็งปอด ทำให้เกิดถุงลมโป่ง เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย
  3. คาร์บอนมอนอกไซด์ : จะรวมกับฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง ทำให้หัวใจและร่างกายส่วนอื่นๆ ได้รับออกซิเจนน้อย หรือขาดออกซิเจน ทำให้เหนื่อยง่าย เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อ่อนเพลีย มึนงง
  4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ : ทำลายเยื่อบุหลอดลม ทำให้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ละคายเคือง ไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก
  5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ : เป็นก๊าชพิษทำลายเยื่อบุหลอดลม ทำให้เกิดถุงลมโป่งพอง
  6. แอมโมเนีย : ทำให้หลอดลมอักเสบ ระคายเคือง มีเสมหะมาก ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย
  7. สารกัมมันตรังสี : ทำให้เกิดมะเร็งปอด มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ
  8. แร่ธาตุต่างๆ เป็นการตกค้างใน "ใบยาสูบ" จากการพ่นยาฆ่าแมลงเป็นพิษต่อร่างกาย ก่อให้เกิด "มะเร็ง" ได้

แล้ว "มะเร็ง" อะไร? บ้างที่เกิดจากการสูบบุหรี่

     ตอบว่า มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต และอวัยวะของระบบทางเดินปัสสาวะอื่นๆ ท่อไต ต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก

     หากถามว่า "คนขี้ยา"...คนติดบุหรี่งอมแงม เลิกได้หรือไม่...?ตอบว่า : "เลิกได้" หลวงพ่อ "พระพยอม" แห่งวัดสวนแก้ว บอกว่า ให้พวกเขา "อ้าปาก" เข้าไว้ ไม่เอาริมฝีปากไปคีบมันก็จะสูบไม่ได้อย่างแน่นอน นั่นคือหลักการง่ายๆ แต่ทำยากมากสำหรับคนติดบุหรี่

แต่อย่างไรก็ตามแต่ เป็นเรื่องยากมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของ "คน" ข้อสำคัญคือต้องมี... "ความตั้งใจจริง" มี "ความเข้มแข็ง" เพื่อเอาชนะใจตนเองให้ได้ โดยปฏิบัติดังนี้

  1. ตัดสินใจให้แน่วแน่ และตัดใจเลิกทันที ไม่ใช่ค่อยๆ คิด
  2. ศึกษาที่ "พิษภัย" ของบุหรี่ว่ามันมีอันตรายล้วนๆ มันเป็นยาพิษที่มีต่อผู้สูบและผู้ใกล้ชิด หมั่นทบทวนเสมอๆ จะได้ตระหนักกลัว ตระหนักอยากเลิกเพื่อให้มีสุขภาพดีจนเกิดแรง "บันดาลใจ" ว่าเราต้องการเลิกเป็นทาสของบุหรี่ให้ได้
  3. ให้จิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นฝึกสมาธิ ตั้งใจมุ่งมั่นว่าเราทำได้ เพื่อเรา เพื่อครอบครัว เพื่อลูกเรา
  4. บอกให้ "ผู้ใกล้ชิด" ให้รู้ เช่น ภรรยาหรือสามี บุตร ธิดา บิดา มารดา "คนในครอบครัวเรา" และเพื่อนๆ ที่จริงใจกับเราเท่านั้น จะเป็นผู้ให้ "กำลังใจ" ที่ดีที่สุดในการเลิก "สูบบุหรี่"

ข้อแนะนำระหว่างการเลิกสูบบุหรี่ ควรทำอย่างไรบ้าง? ... ตั้งใจว่า "เราจะไม่กลับไปสูบอีก" ประมาณว่า "กระแสน้ำย่อมไม่ไหลกลับ"( River of No Return) อนึ่ง...

  1. ถ้าหงุดหงิดหรือง่วงนอนควรอาบน้ำทันที หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นชุบหน้าจะรู้สึกสดชื่นขึ้น หรือหายใจเข้า-ออก ลึกๆ สัก 10 ครั้ง และกลั้นหายใจนานๆ
  2. รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ไม่อิ่มเกินไป รับประทานผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น เพราะมีวิตามิน เกลือแร่สูง
  3. ไม่นั่งเล่นหลังรับประทานอาหารเสร็จ ควรเลี่ยงโดยการออกไปเดินเล่น หรือหางานอดิเรกทำ
  4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และอาหารรสจัด ควรดื่มน้ำมากๆ
  5. ออกกำลังกายพอสมควร และพักผ่อนให้เพียงพอ

     หากด้วยวิธีการทั้งหมดทำอย่างไรก็ ลด ละ เลิก ท่าทางยังไม่ไหว ทำท่าจะกลับมาดูดหรือสูบอีก ขอให้ใช้วิธี "ธรรมะ" มาปฏิบัติ   ชีวิตของคนเรานั้นประกอบด้วย "กาย" กับ "ใจ" มีสองส่วนเท่านั้น "กายกับใจ" รวมเข้าเป็น "ชีวิตของเรา" กายก็ตาม ใจก็ตาม จะต้องให้ดำรงอยู่ใน "ระบบที่ดี" ต้องรักษาไว้ให้มีสุขภาพดี จึงจะมีความสุข ชีวิตจะดำเนินไปได้ตลอดชีวิตอย่างราบรื่น แต่คนเรานั้น ส่วนมากเลยเกือบ 100% เรื่องบุหรี่จะตามใจตัวเอง ตามกิเลส ความไม่รู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่มีประโยชน์ มันอันตราย มันฆ่าชีวิตเรา สูญเสียเงินทองเป็นนับร้อย พัน หมื่น แสนๆ บาท หากนับทบต้นทบปลายเป็นแสนๆ ได้ นั่นคือ ต้องการให้เป็นไปตาม "แรงปรารถนา" ของตนเอง

    "ร่างกาย" นั้นไม่อยู่แต่ลำพัง ต้องอยู่รวมกับจิตใจ จึงจะเกิดเป็นชีวิต "จิตใจ" ก็เช่นเดียวกัน ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ จิตใจเปลี่ยนแปลงไป มีความคิดนึกต่างๆ นานา บางครั้งเกิด "กิเลส" ซึ่งมามีความอยากมีความต้องการเรียกว่า มี "โลภ โกรธหลง" แปรประสบไปตาม "กิเลส" นั้น

     เวลาอยากสูบุหรี่ขึ้นมาก็จะต้องสูบให้ได้ ไม่ได้ก็เกิดโทสะเกิดขึ้น โกรธแค้น ขุ่นเคืองใจ หงุดหงิด กระทบกระทั่งต่างๆ ทำให้เกิดโมหะเกิดขึ้น รุ่มหลง มีความมัวเมากันไปด้วยประการต่างๆ อย่างไม่มีเหตุผล รู้ทั้งรู้ว่ามันอันตรายต่อชีวิต เกิดทุกข์ขึ้นทั้งทางกาย จิตใจ

    ตรงกันข้าม เวลาเกิดกุศลธรรม จิตใจผ่องใส คิดนึกถึงเรื่องดีๆ จิตใจก็งดงาม เรียกว่า มีความสุข ในเวลานี้ก็จะมีคุณธรรม เช่น มีความเมตตา มีกรุณาต่อคนอื่น หรือว่ามี "ศรัทธา" ศรัทธาในพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนา ศรัทธาในบุญในกุศล อะไรๆ ก็ดีไปหมด เป็นต้น จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไปได้ต่างๆ

     ความสัมพันธ์ระหว่าง..."กายกับใจ" ก็ถือว่า เมื่อ "ร่างกาย" เจ็บไข้ได้ป่วยจะรบกวน "จิตใจ" พลอยไม่สบายไปด้วย เพราะร่างกายเจ็บปวด จิตใจก็มีความทุกข์ หรือว่าร่างกายนั้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เช่นว่า ร่างกายที่อ่อนแอ เป็นต้น จิตใจก็หงุดหงิดเพราะไม่ได้อย่างใจ แบบนี้เรียกว่า...จิตใจกับร่างกายนั้นอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อร่างกายไม่สบาย จิตใจก็พลอยไม่สบาย มีความหงุดหงิด หวาดกลัว กังวลใจ ท้อแท้ใจ หน้าตาไม่สดชื่น ยิ้มไม่ออก ผิวพรรณไม่ผ่องใส ตลอดจนกระทั่งว่า...เบื่อหน่ายอาหาร ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีกำลัง เพราะว่า "ใจ" ไม่มีกำลังใจแล้ว ร่างกายก็พลอยไม่มีกำลังใจไปด้วย อ่อนแรงอ่อนกำลังไปในที่สุด อันนี้เป็นเรื่องของ "กายกับใจ" ที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน

     แต่อย่างไรก็ตาม หากชีวิตเราอาจเป็นทาสบุหรี่จริงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พยายาม "ลด ละ เลิก" ตามที่เขียนไว้เบื้องต้นนั้น  หากทำได้ เลิกสูบได้ ดีที่สุด เมื่อ "ฟ้ากำหนด กฎแห่งกรรม" และเราเป็นผู้รับของ "กรรม" คือ เราติดบุหรี่ เลิกไม่ได้จนเป็น "มะเร็งปอด" เกิดขึ้นจนได้ เราจะดูแลตัวเองอย่างไร? นั้นสำคัญ ที่สุด

ประเด็นสำคัญ คือ เมื่อร่างกายเราป่วยเป็น "มะเร็ง" และเรารู้ว่าสิ่งที่ตามมาก็คือ เจ็บปวด ทรมานหายใจไม่ออกกินไม่ได้ ผอมลงและตายในที่สุดนั้นคือ... "เส้นทางที่เราต้องเดินตาม Roadmap สู่หลุมมรณะ 100%"...อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

     ประเด็นสำคัญ คือ เมื่อร่างกายเจ็บป่วยทรมานด้วย "มะเร็ง" แล้ว จิตใจจะไม่แปรปรวนไปตาม พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงค้นคว้าเรื่องของ "ชีวิต" ไว้มากมาย หนทางช่วยให้คนทั้งหลายนั้นมี ความสุข ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้บอกว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสรู้สอน "ให้ทำใจ" ตั้งใจไว้ว่า... "ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยไปด้วย" โดยตั้งใจปฏิบัติอย่างมี "สติ" ทำจิตใจไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจครอบงำของความแปรปรวนในทาง "ร่างกาย" ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้นว่าเราต้องถูกกำหนดให้เดินตามโรดแมปของโรคมะเร็งปอดสู่...ความตายในที่สุด

การรักษา "ใจ" เป็นเรื่องสำคัญ ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย "กายเป็นหน้าที่ของแพทย์" แพทย์ก็รักษาไปเป็นหน้าที่ของ "หมอ" รักษาไปตามอาการที่ปรากฏ หายใจไม่ออกให้ Oxygen กินไม่ได้ก็ให้อาหารทางสายยาง ปวดมากๆ ก็ให้ยาแก้ปวด นอนไม่หลับ ก็ให้ยานอนหลับ

    แต่ "ใจ" นั้น เป็นหน้าที่ของเรา เราต้องรักษาใจของตนเองให้คงอยู่ให้ได้ นิ่งๆ ให้ได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปล่อยมันไปตามกระบวนการของเขา นั้นคือการ "ปลงใจ" ของเราให้ได้ ถ้ายึดอย่างนี้ไว้ได้อยู่ สมาธิมี มั่นคง แน่วแน่ ก็จะทำให้จิตใจนั้น ไม่พลอยหงุดหงิด ไม่พลอยออดแอด ไม่พลอยแปรปรวนไปตามความ "ป่วย" ของร่างกายตามอาการของโรดแมป นั้น เดินทางอย่าง "สงบ" ให้ถึงปลายทางอย่าง "สุนทรียภาพ" ด้วยตระหนัก "ทุกขเวทนา" เป็นความจริงที่ตั้งอยู่เป็นธรรมดา เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ถึงกายจะป่วยแต่ใจไม่ป่วย" ภาวนายึดมั่นไว้ บอกตัวเองอยู่เสมอๆ ทุกขณะจิต ที่นอนซมป่วยบนเตียงในห้อง ICU หรือบ้านพักที่เราเคยนอน ซึ่งทั้ง ICU หรือบ้านเกิด หรือถ้าจะเป็นบ้านที่เรากลับมานอนอีกครั้ง เรียกว่า "บ้านตาย" ของเราก็ย่อมได้ด้วยการผูกใจรักษาใจ ไม่หวังกังวลใครอีกแล้ว ไม่ห่วงลูกหลาน ครอบครัว ถือว่า ทุกๆ ท่านในครอบครัวทำดีที่สุดแล้ว

ผู้เขียนอยากบอก "เพื่อนที่เป็นมะเร็ง" ระยะสุดท้ายว่า...ทุกอย่างเป็นของนอกกายเรา ทุกคนมีหลักฐานตัวเอง อยู่สบาย เราหมดห่วงหมดกังวล ตัดหมดแล้วอย่างเด็ดเดี่ยว นั่นคือเป็นการรักษา "แก่นของชีวิต" ไว้ได้...จำไว้นะครับ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

    กายนั้นรับใช้ "ใจ"...ใจเป็นแกนของชีวิต ถ้ารักษา "ใจ" ไว้ได้แล้ว ก็นับว่าเป็นการรักษาส่วนประเสริฐของชีวิตไว้ได้ ทุกขณะจิต ภาวนาด้วยการกำหนด "พุทโธ" จนกว่าวาระสุดท้ายของลมหายใจ...ลมหายใจหมดหัวใจหยุดเต้น...ด้วยการมีสติ สมาธิ ปัญญา...และก็มีจิตใจเบิกบานผ่องใสตลอดเวลา อยู่อย่างสงบด้วยการ "ตาย" อย่างสงบเป็นผู้ถึงด้วย สติ สมาธิ ปัญญา ไงเล่าครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

ขอบคุณภาพประกอบ  http://family.truelife.com