ที่ว่ารำมวยนี่ ไม่ได้หมายความว่าเตรียมมาเตะต่อยกันนะครับ แต่หมายถึงการรำมวยเพื่อสุขภาพ มวยจีนที่เรียกกันว่าไทชิ (เป็นคนหนุ่มสาวเรียก) ไทเก๊ก (คนแก่หน่อยเรียก) ซึ่งความจริงเหมือนกัน

     ความจริงไทชิเป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เช่นในบทวิเคราะห์รวบรวมง่ายๆของ www.webmd.com ปี 2558 ว่าเป็นการออกกำลังที่สามารถใช้พลังงานได้มาก โดยไม่ต้องมีการกระโดดโลดเต้นอย่างรุนแรง ซึ่งผู้อยู่ในวัยสูงขึ้นจะทำลำบากโดยที่มีปัญหาจากข้อเข่า สะโพก และกระดูกสันหลังที่เสื่อมอยู่แล้ว เป็นการฝึกสมาธิ ใช้พลังงานอย่างลื่นไหล ฝึกกำหนดจิต ลมหายใจเข้า ออก ยาว ตามจิต และการเคลื่อนไหว (meditation in motion)

    การรำมวยมีรายงานพิสูจน์เรื่อยมาว่าช่วยโรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ข้อเสื่อม เข่าเสื่อม จะได้ไม่ต้องแสวงหา ยาเสริม กลูโคซามีน คอนดรอยติน ซึ่งชัดเจนว่าไม่ช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อนที่เข่า การบรรเทาปวดไม่ชัดเจน อีกทั้งอาจมีความดันในลูกตาขึ้นจากต้อหิน รายงานในวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐฯ การรำมวยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ รวมแม้กระทั่งอาการปวดรุนแรงเรื้อรังจากเยื่อพังผืด (fibromyalgia) ซึ่งต้องใช้ยากาบาเพนติน (Gabapentin) หรือ ไลรีกา (Lyrica)

     อนึ่งยาทั้งสองตัวนี้เป็นยาบรรเทาการปวดซึ่งเกิดจากระบบประสาทผิดปกติ เช่น จากเส้นประสาท ไขสันหลัง หรือสมอง ใช้ไม่ได้ผลกับปวดกล้ามเนื้ออย่างอื่นๆ นอกจากโรคปวดจากพังผืดที่กล่าวข้างต้น ใครสั่งให้ต้องรีบถามว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ เพราะยาง่วง เมา หกล้มได้ ถ้าเพิ่มขนาดเร็วเกินไป

     การรำมวยกลับช่วยปวดข้อ ข้ออักเสบจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม โรคซึมเศร้า บรรเทาอาการเกร็ง ตึงตัวของลำตัวแขนขา ซึ่งเกิดจากโรคไขสันหลัง เส้นเลือดสมองตีบอัมพฤกษ์ ช่วยการนอนหลับให้เร็ว ยาวขึ้น ไม่ตื่นเป็นพักๆ และเพิ่มพูนระบบภูมิคุ้มกันต้านทานเห็นได้จากมีการกำเริบกลับเป็นซ้ำของเริมที่ปรากฏตามริมฝีปาก อวัยวะเพศน้อยลง

     รายงานจากวารสารนิวอิงแลนด์ของสหรัฐฯ ปี 2013 ซึ่งถือเป็นรายงานทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่ชัดเจนที่สุด ตอกย้ำประโยชน์จากการรำมวยจีน โดยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เป็นขั้นเป็นตอน แต่ที่ทำให้เห็นประโยชน์ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ การใช้การรำมวยจีนในผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคพาร์กินสัน โดยที่โรคนี้เป็นโรคทางสมองซึ่งส่วนเซลล์ประสาทที่สร้างสารเคมีในการทำให้เคลื่อนไหวสะดวกลดพร่องลงไป ทำให้มีอาการเดินฝืด เคลื่อนไหวช้า จะลุกจากท่านั่ง เป็นยืน เดินก็ลำบากและส่วนมากจะมีอาการสั่นของมือ แขน ร่วมด้วย

     ยาที่ใช้ขณะนี้ เป็นเพียงเพื่อทดแทนสารสื่อประสาทในสมองซึ่งพร่องไป แต่เมื่อใช้ไปนานใช้ในปริมาณมากเกินไป กะจะให้ประทับใจคนไข้วิ่งได้ฉิวก็จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงเร็วขึ้น คล้ายดื้อยามากขึ้น ได้ผลน้อยไปบ้าง มากไปบ้าง มียุกยิกขยุกขยิก เกร็งเท้าจิก

    รำมวยช่วยต้านโรค  thaihealthการใช้ยาไม่สามารถหวังผลได้อีกต่อไปแถมมีประสาทหลอนตามมา ยาที่ว่าแม้ว่าจะช่วยบรรเทาอาการ “ฝืด” เชื่องช้าได้ แต่แม้ขณะที่ยังไม่ดื้อยา ก็มีปัญหาคือไม่สามารถแก้การทรงตัวที่ผิดปกติเซซุนไปข้างหน้า หรือเซซ้าย-เซขวาได้ มีการออกแบบการฝึกกล้ามเนื้อออกกำลังกาย เพื่อบรรเทาอาการ และช่วยการทรงตัวก็ไม่ได้ผลมากนัก

     การศึกษาในที่นี้มีผู้ป่วยถึง 195 คน ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1 ชั่วโมงติดต่อกัน 24 สัปดาห์ ผลที่น่าประทับใจ คือ สามารถทำให้การทรงตัวดีขึ้นในผู้ป่วยที่มีอาการน้อยถึงรุนแรงปานกลาง มิหนำซ้ำยังทำให้มีการเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง เอื้อมมือหยิบจับของแม่นยำ การเดินเป็นไปได้ดังใจมากขึ้นและล้มน้อยลง ซึ่งเรื่องของการล้มจัดเป็นอันตรายอย่างยิ่งในผู้ป่วยเหล่านี้ ซึ่งมักมีอายุมากอยู่แล้ว รายละเอียดจะหาได้จาก www.nejm.org ในฉบับดังกล่าวและสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมในการฝึกท่าต่างๆ ของไทเก๊ก จากข้อมูลเสริมในฉบับเดียวกัน

   ผู้สูงอายุถึงแม้ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสันก็จะได้ประโยชน์เช่นกันเนื่องจากการทรงตัวจะไม่ดีเหมือนหนุ่มสาว เวลาเดินควรต้องมีสมาธิบ้างจากเรื่องดังกล่าวทำให้เห็นได้ชัดอีกอย่างคือ คนเอเชียเรามีของดีมากหลาย แต่ละเลย ถูกดูหมิ่นว่าเป็นของโบราณและพากันลอกเลียนตะวันตก เคยได้ยินได้ฟังไหมว่าสมาคมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของไทยยืดอกดาหน้าออกมาชี้ให้ว่ายาทั้งหลาย แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด เพียงแค่บรรเทาอาการไม่ชะลอรักษา แม้จนเมื่อตะวันตกนำของดีของพวกเรามาใช้ สมาคมทั้งหลายก็ยังไม่เคยพูดถึง

     เมื่อถึงประการนี้ คงต้องช่วย ตนเองไม่พึ่งยา ต่อเมื่อยานั้นๆมีคุณสมบัติตรงรักษา ป้องกัน ชะลอโรคได้ ลองทบทวนดูดีๆนะครับ ว่าเราเอเชียมีอะไรที่ตกทอดเป็นธรรมเนียม ประเพณี ปฏิบัติมาช้านาน อาหาร การออกกำลัง และความเกี่ยวพันในครอบครัว ทำให้เป็นสังคมที่อบอุ่น ว่าแล้วก็มารำมวยกันเถอะ