วันที่ 12 สิงหาคม เป็นอีกวันสำคัญของลูกๆ ทุกคนที่จะแสดงความรัก ความกตัญญูต่อผู้เป็นแม่มากเป็นพิเศษ นอกเหนือจากทุกวัน โดยงานนี้ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนทุกแห่งต่างตระหนักถึงวันสำคัญดังกล่าว และได้มีกิจกรรมเพื่อแม่ทุกคนเป็นประจำทุกปี รวมไปถึงการให้ความรู้ถึงความสำคัญของคำว่า "แม่" ที่นอกจากให้กำเนิดแล้ว ยังมีในเรื่องการเลี้ยงดูลูกรักอย่างสมวัย เพื่อให้ร่างกายเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง

 

     กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีแผนพัฒนาสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก ด้วยการขยายบริการให้หญิงฝากครรภ์ได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ พร้อมรณรงค์ให้แม่ฝากครรภ์ทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์ และไปฝากให้ครบ 5 ครั้งตามนัด โดยตั้งเป้าหมายให้ปี 2558 มีการเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือนให้ได้ร้อยละ 30 เพื่อพัฒนาการที่สมวัยของลูก

     นพ.รัชตะ  รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันแม่แห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญการพัฒนาสุขภาพแม่และเด็ก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ปีนี้เน้นหนัก 2 เรื่อง คือ 1.โครงการฝากครรภ์ได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ รณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีปีละประมาณ 800,000 คน ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสังกัด สธ.ที่อยู่ใกล้ทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์หรือก่อนอายุครรภ์ 3 เดือน ยิ่งเร็วยิ่งดี เด็กจะได้รับการดูแลครบถ้วนทั้งสารอาหารที่จำเป็น ลดการเสี่ยงเป็นโรคกรรมพันธุ์ เช่น ธาลัสซีเมีย และฝากครบ 5 ครั้งตามนัด ล่าสุดในปีนี้ มีหญิงฝากครรภ์อายุครรภ์ก่อน 3 เดือนร้อยละ 60 ซึ่งจะรณรงค์ให้ได้สูงกว่าร้อยละ 80

 

     เรื่องที่ 2.การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวติดต่อกัน 6 เดือน ไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารอื่น หลังจากนั้นจึงให้กินนมแม่ร่วมกับอาหารอื่นจนถึง 2 ปี ตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก ในปีนี้ตั้งเป้าให้ได้ร้อยละ 30 เนื่องจาก นมแม่เป็นอาหารของลูกที่ดีที่สุด มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด ร่างกายเติบโต พัฒนาสมอง จอประสาทตา เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว การโอบกอด การสบตา พูดคุยของแม่ขณะให้นมลูก ทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ส่งผลให้เส้นใยในสมองแตกกิ่งก้านสาขา มีผลต่อการคิด เรียนรู้ การจินตนาการ ผลวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กิน 5-11 จุด

     "ผลสำรวจอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของไทย ล่าสุด ในปี 2554 อยู่ที่ร้อยละ 12 ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนน้อยที่สุดของโลก เนื่องมาจากยังมีแม่ร้อยละ 47 ที่เชื่อว่าต้องให้ลูกกินน้ำตามหลังกินนมแม่เพื่อล้างปาก ซึ่งนักวิชาการอยู่ระหว่างการศึกษาว่าน้ำที่เด็กกินเข้าไป มีผลให้เด็กได้สารอาหารจากนมแม่น้อยลงหรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากการโฆษณาของบริษัทผลิตภัณฑ์นมผง อวดอ้างสรรพคุณว่ามีสารช่วยให้เด็กฉลาด แข็งแรง ทำให้แม่เข้าใจผิด พลาดโอกาสทองเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีแรกเป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนาสูงสุด จึงจะเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนนี้"  นพ.รัชตะกล่าว

     นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดี กรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้เร่งพัฒนาระบบบริการแม่และเด็ก มีมิสนมแม่ให้ความรู้ฝึกทักษะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ 10,527 แห่ง ให้ความรู้ อสม. เรื่องนมแม่ ร่วมกับทีมหมอครอบครัว ออกเยี่ยมบ้านหญิงหลัง คลอด 7 วันทุกคนในชุนชม หมู่บ้าน ซึ่ง จะช่วยกระตุ้นให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จ และจัดโครงการตำบลพัฒนาการเด็กดีเริ่มที่นมแม่ สร้างครอบครัวต้นแบบเด็กพัฒนาการดี เริ่มที่นมแม่ ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน จัดทำแผนพัฒนาตำบลโดยชุมชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพื่อให้เด็กที่มีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 85 ล่าสุดมีตำบลที่ผ่านเกณฑ์แล้ว 786 ตำบล จากประมาณ 7,000 ตำบลทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2-4 กันยายนนี้ ได้จัดการประชุมวิชาการนมแม่แห่งชาติครั้งที่ 5 ที่โรงแรมมณเฑียร รีเวอร์ไซด์ ซึ่งจะมีการข้อมูลวิชาการความสำคัญของนมแม่มากมาย

 นมแม่ คืออาหารที่สำคัญและมีค่าที่สุด ของลูก

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน